งานประจำที่อยู่ในศูนย์ประกัน  มีดังนี้ 

 

 

                1. งานบัตรทอง       

 

ใครมีสิทธิใช้บัตรทอง

             ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรากำหนดให้ บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติ ซึ่งบุคคลในที่นี้ หมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติไทย

        ดังนั้น ผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ บุคคลที่มีสัญชาติไทย  มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้

              ตัวอย่างบุคคลที่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลจากรัฐ เช่น

             1.ผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เช่น ลูกจ้างที่ทำงานในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปยกเว้น ลูกจ้างทำงานบ้าน หาบเร่ แผงลอย หรือลูกจ้างของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

              2.ผู้มีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เช่น ข้าราชการ ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ และครอบครัว

             3.ผู้อยู่ในความคุ้มครองของหลักประกันสุขภาพอื่นที่รัฐจัดให้ เช่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระ  ครูโรงเรียนเอกชนในระบบ

ทำอย่างไรถึงได้บัตรทอง

ต่างจังหวัด ติดต่อลงทะเบียนทำบัตรได้ที่
-          สถานีอนามัย
-          โรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ใกล้บ้านหรือ
-          สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
กรุงเทพมหานครติดต่อลงทะเบียนทำบัตรได้ที่
-   สำนักงานเขตที่อยู่ใกล้บ้านเปิดให้บริการในวันจันทร์- ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น.
-    ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพชั้น M สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาคารจัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล 200 ม.4 ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี11120 เปิดให้บริการในวันจันทร์- ศุกร์ตั้งแต่ เวลา08.30 – 16.30 น  รถประจำทางที่ผ่าน   คือ
   รถประจำทางสาย: 52 . 356 ,150 , 166
   รถประจำทางปรับอากาศสาย : 356 , 166  
   รถตู้ประจำทางสาย : ปากเกร็ด-จตุจักร     
                                         ปากเกร็ด-อนุสาวรีย์ชัสมรภูมิ
                                         ปากเกร็ด-ม.รามคำแหง
                                         ปากเกร็ด-มีนบุรี  
                                         ปากเกร็ด-รังสิต
               
ใช้หลักฐานอะไรบ้าง ?
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้
  หากเป็นเด็กต่ำอายุต่ำกว่า15ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)
 2. สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้ขอมีชื่ออยู่
           
กรณีพักอาศัยอยู่จริงไม่ตรงตามทะเบียนบ้าน  
ให้แสดงหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
1.      สำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลที่ตนไปพักอาศัยอยู่ พร้อมหนังสือรับรองของเจ้าบ้าน
2.  หนังสือรับรองของผู้นำชุมชน ซึ่งรับรองว่าผู้ขอลงทะเบียนพักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ
3.  หนังสือรับรองของผู้ว่าจ้างหรือนายจ้าง 
4.      เอกสารหรือหลักฐานอื่น เช่น สัญญาเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่พัก ใบเสร็จรับเงินค่าน้ำ ใบเสร็จรับเงินค่าโทรศัพท์บ้าน ฯลฯ ที่แสดงว่าผู้ขอลงทะเบียนพักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ จริง
    2.  งานจ่ายตรงข้าราชการ  

 

 

 โครงการเบิกจ่ายตรง

    คือ โครงการคู่ขนานกับระบบเบิกจ่ายค่ารักษาเดิม(ใบเสร็จ,หนังสือต้นสังกัด) เป็นโครงการแบบสมัครใจสำหรับผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว ยกเว้นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีหลักแห่งชาติที่มีค่าใช้จ่ายสูง 6 ชนิด ต้องเข้าระบบเบิกจ่ายตรงทุกคน

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการเบิกจ่ายตรง

   คือ ผู้ป่วยนอก : ไม่ต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน ผู้ป่วยใน : ไม่ต้องมีหนังสือรับรองการมีสิทธิ (หนังสือส่งตัว) จากต้นสังกัดไปยื่นให้สถานพยาบาลก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามระเบียบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล กรมบัญชีกลางจึงเห็นควรให้มีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อยืนยันสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเองและบุคคลในครอบครัว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดอีกด้วย โดยมีแนวปฏิบัติของผู้ใช้สิทธิการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล ดังนี้


1. ผู้ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก ต้องเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัว (บุตรบุญธรรมไม่สามารถใช้สิทธิจ่ายตรงได้) ที่มีชื่อในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐของกรมบัญชีกลาง โดยติดต่อนายทะเบียนที่ต้นสังกัดเพื่อจัดทำฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐให้สมบูรณ์ครบถ้วน
2. กรมบัญชีกลางปรับปรุงข้อมูลที่สมบูรณ์แล้วทุก 15 วัน (วันที่ 4 และวันที่ 8 ของเดือน) ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัวสามารถตรวจสอบว่ามีชื่อในฐานข้อมูลตามข้อ 1 หรือไม่ ผ่าน website กรมบัญชีกลาง (
http://www.cgd.go.th/) โดยเข้าไปที่หัวข้อสวัสดิการรักษาพยาบาลและเลือกรายการตรวจสอบสิทธิการรักษาสวัสดิการ
   2.1 กรณีที่ตรวจสอบแล้วมีชื่อ : ต้องสมัครลงทะเบียนและแสกนลายนิ้วมือ ณ สถานพยาบาลที่จะเข้ารับการรักษาก่อน (ไม่จำกัดจำนวนโรงพยาบาลที่จะสมัคร) กรณีผู้ป่วยนอก สามารถใช้ระบบจ่ายตรงได้หลังจากลงทะเบียนแล้ว 15 วัน และในช่วง 15 วันนั้น หากต้องเข้ารักษาพยาบาล ให้นำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลไปวางเบิกกับต้นสังกัด
   2.2 กรณีที่ตรวจสอบแล้วไม่มีชื่อ : ให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัว ติดต่อนายทะเบียนของส่วนราชการที่ตนสังกัดอยู่ เพื่อทำการปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐของกรมบัญชีกลาง กรณีที่บิดา-มารดาของข้าราชการที่มีบุตรเป็นข้าราชการหลายคน ฐานข้อมูลรักษาพยาบาลของบุตร(ที่เป็นข้าราชการ)ทุกคนต้องถูกต้องตรงกัน หากมีข้อมูลของรายใดไม่ถูกต้องสมบูรณ์ อาจทำให้บิดา-มารดาไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลได้ จึงต้องปรับปรุงข้อมูลของผู้มีสิทธิในฐานข้อมูลฯ ให้สมบูรณ์ หลังจากมีชื่อในฐานข้อมูลฯ แล้ว จึงจะสามารถสมัครลงทะเบียนตามข้อ 2.1 ได้
3. ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัวที่มีสิทธิซ้ำซ้อน (เช่น สิทธิประกันสังคม ข้าราชการรัฐวิสาหกิจ สิทธิองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต., เทศบาล, ครูเอกชนฯ) ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการจ่ายตรงรักษาพยาบาลได้ ต้องใช้ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลหรือหนังสือรับรองจากต้นสังกัด(ใบส่งตัว) ประกอบการเบิกจ่ายจากต้นสังกัดของตน เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับจากทางราชการ ก็มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลส่วนที่ขาดอยู่ได้
4. หนังสือรับรองการมีสิทธิสำหรับโครงการผู้ป่วยนอกรักษาต่อเนื่อง (แบบ 7101/1), หนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาล (แบบ7100/1), และวิธีการรับรองใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ไม่สามารถนำมายื่นต่อสถานพยาบาลได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เพราะผู้รับการรักษาโรคต่อเนื่อง ต้องเข้าระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลทุกคน
5. ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัวที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลยังคงสามารถนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาวางเบิกกับต้นสังกัดกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก และขอหนังสือต้นสังกัดกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยในได้ตามปกติ หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง สามารถนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาเบิกจากต้นสังกัดได้ การตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงได้ ต้องนำใบเสร็จมาเบิกจากต้นสังกัด
6. กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยใน หากตรวจสอบแล้วมีชื่อตามข้อ 2.1 สามารถแจ้งโรงพยาบาล เพื่อให้ขอเลขอนุมัติแทนหนังสือรับรองการมีสิทธิทาง web page ได้ หนังสือรับรองสิทธิฯ จากต้นสังกัดของผู้ป่วยยังใช้ได้อยู่ เหตุที่ยังคงหนังสือรับรองสิทธิในกรณีผู้ป่วยใน เป็นเพราะการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิฯ จากต้นสังกัดอาจจะต้องใช้เวลาเกินกว่าระยะเวลาการรักษาตัวในสถานพยาบาลก็ได้ ซึ่งถ้าเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นก็จะเป็นปัญหากับการเบิกของสถานพยาบาลเอง ในอนาคตเมื่อฐานข้อมูลผู้มีสิทธิฯ สมบูรณ์ขึ้น เชื่อว่าผู้ป่วยจะใช้หนังสือรับรองสิทธิลดลงและเลิกไปในที่สุด ระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เมื่อลงทะเบียนครั้งแรกครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัวได้รับคุณภาพในการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นธรรม สามารถควบคุมและตรวจสอบค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้มีสิทธิได้รับความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยยังได้สิทธิเหมือนเดิม

 

3. งานต่างด้าว

 

รัฐเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบสุดท้าย

 

 

        คมชัดลึก :รัฐบาลเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบ สุดท้าย แต่มีข้อแม้ต้องรับคนไทยเข้าทำงานก่อน ใจดีเตรียมตั้งกองทุนประกันสังคมแรงงานต่างด้าว อ้างเพื่อความเชื่อมั่นประเทศ

 

(2มิ.ย.) นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน แถลงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนี้เข้าเมือง (กบร.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่ และคิดว่าจะเป็นรอบสุดท้ายสำหรับสัญชาติลาว กัมพูชา และพม่า โดยแบ่งเป็นแรงงานที่เคยขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวแล้ว 4-5 แสนคน และแรงงานใต้ดินที่ยังไม่เคยจดทะเบียนคาดว่าจะมีประมาณ 3-4 แสนคน โดยขั้นตอนตอนหลังจากนี้ ภายใน 2-3 สัปดาห์ กระทรวงมหาดไทยต้องออกประกาศผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในประเทศได้จนถึง วันที่ 28 ก.พ. 53 หลังจากนั้นนายจ้างจะต้องนำแรงงานต่างด้าวมาจดทะเบียนกับกรมการปกครอง เพื่อให้กรมการปกครองจัดทำทะเบียนราษฎร์คนต่างด้าว จากนั้นก็จะต้องมีการตรวจสุขภาพแล้วถึงจะมาขอใบอนุญาตทำงานกับกรมการจัดหา งานจะออกบัตรประชาชนคนต่างด้าวให้กับแรงงาน โดยแรงงานที่มาขึ้นทะเบียนจะสามารถทำงานอยู่ในประเทศไทยได้ 2 ปี และต่ออายุได้อีก 2 ปี ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนดังกล่าวจะไม่รวมถึงครอบครัวของแรงงานต่างด้าว

 

       นาย ไพฑูรย์ กล่าวว่า เป้าหมายที่เปิดให้จดทะเบียนรอบสุดท้ายครั้งนี้ก็เพื่อให้แรงงานที่อยู่ใต้ ดินขึ้นมาอยู่บนดิน โดยต้องดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแต่พอมีข่าวออกไปก็มีแรงงานตามแนวชายแดนเล็ด ลอดเข้ามา ก็ขอย้ำว่าแรงงานที่เข้ามาใหม่หลังมติ ครม.วันที่ 26 พ.ค. เรื่องแนวทางการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวออกมานั้นไม่มีสิทธิ์มาขึ้นทะเบียน กับทางการ ต้องผลักดันออกนอกประเทศอย่างเดียว ทั้งนี้จะให้เจ้าของสถานประกอบการประกาศรับสมัครคนไทยมาทำงานก่อนใน 7 วัน จากนั้นหากยังขาดแรงงานอยู่จำนวนเท่าไหร่ ก็สามารถเปิดรับแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานได้ในจำนวนที่ขาดอยู่ อย่างไรก็ตามเวลา 10.00 น. วันเดียวกันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงได้เรียกฝ่ายความมั่นคงมาหารือเพื่อมาตรการป้องกันแรงงาน ต่างด้าวทะลักเข้ามา

 

        รมว.แรงงาน กล่าวว่า สำหรับแรงงานต่างด้าวที่มาขึ้นทะเบียนจะได้รับบัตรอนุญาตแรงงานต่างด้าวโดย จะมีการแยกสีเพื่อแบ่งประเภทของอาชีพ 6 อาชีพ ประกอบด้วย อาชีพประมง จะได้รับบัตรสีฟ้า อาชีพเกษตรกร สีเขียว อาชีพก่อสร้าง สีเหลือง อาชีพธุรกิจต่อเนื่องประมง บัตรสีส้ม อาชีพผู้รับใช้ในบ้านสีเทา และอาชีพอื่นๆ สีชมพู ทั้งนี้ แรงงานต่างด้าวถือบัตรสีใดต้องประกอบอาชีพนั้นตลอดไปห้ามเปลี่ยนนายจ้างหรือ ย้ายอาชีพไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนเถื่อนทันที

 

        ด้านนายสม ชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำหรับแรงงานที่มาขึ้นทะเบียนจะได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับ ลูกจ้างที่เป็นคนไทย เช่น ระบบประกันสุขภาพ และระบบประกันสังคม ที่ประชุม กบร.ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงานไปศึกษาเพิ่มเติมว่าจะใช้วิธีการใด เนื่องจากขณะนี้กองทุนประกันสังคมตามปกติรัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบ 2.75 % เข้ากองทุน ซึ่งก็มีปัญหาภาระงบประมาณมากอยู่แล้ว หากต้องมาดูแลแรงงานต่างด้าวอีก 7-8 แสนคนก็อาจจะเป็นปัญหา ส่วนจะมีการตั้งกองทุนประกันสังคมของแรงงานต่างด้าวต่างหากหรือไม่นั้นก็ ต้องขอศึกษาก่อน แต่ยืนยันว่าแรงงานต่างด้าวมีสิทธ์จะได้รับเงินสะสมจากกองทุนประกันสังคมภาย หลังครบสัญญาจ้าง ซึ่งถือเป็นสิ่งดีในแง่ของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศและการลงทุน แต่จะต้องมีการศึกษารูปแบบการตั้งกองทุนจากประเทศต่างๆ ที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าว

 

        ทั้งนี้ อาชีพอื่นๆ ตามที่ประชุม กบร.เห็นชอบให้เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบผ่อนผันเพื่อให้ทำ งานกรรมกรใน 19 กิจการ ประกอบด้วย กิจการต่อเนื่องการเกษตร เช่น การแปรรูปพืชผลทางกรเกตร การรับซื้อพืชไร่พืชสวน ,กิจการต่อเนื่องปศุสัตว์ เช่น โรงฆ่าสัตว์ ,กิจการรีไซเคิล รับซื้อของเก่า ,กิจการทำเหมือนแร่และเหมืองหิน ,กิจการผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโลหะ เช่น โรงกลึง โรงหล่อ โรงชุบ , กิจการผลิตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ,กิจการผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากดิน เช่น การทำอิฐ ผลิตเครื่องปั้นดินเผา,กิจการผลิต จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง , กิจการแปรรูปหิน ,กิจการผลิต จำหน่ายซื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องแต่งกาย สิ่งทอ เครื่องประดับ ชิ้นส่วนรองเท้า ,กิจการผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลิตปุ๋ย ของเด็กเล่น , กิจการผลิจ จำหน่ายผลิตภัณฑ์กระดาษ ,กิจการผลิตจำหน่ายสินค้าอิเลคทรอนิคส์ ไฟฟ้า แบตเตอรี่และยานยนต์ , กิจการขนถ่ายสินค้าทางบก ทางนำและคลังสินค้า , กิจการค้าส่งค้าปลีก แผงลอยในตลาดและร้านค้าทั่วไป , กิจการอู่ซ่อมรถ , กิจการปั๊มน้ำมันและแก๊ส , กิจการสถานศึกษา มูลนิธิ สมาคมและสถานพยาบาล , กิจการให้บริการต่างๆเช่น ซักอบรีด การบริการที่พั

 

 

 

 

                                                                 

                                                                       3.   ประกันสังคม

ประกันสังคม

สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองที่ผู้ประกันตนควรทราบ

 
เมื่อพนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจ้างชั่วคราว (งบคลัง) และลูกจ้างชั่วคราว(งบพิเศษ) เข้ามาปฏิบัติงานแล้ว มหาวิทยาลัย จะต้องดำเนินการแจ้งการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม โดยให้พนักงานและลูกจ้างติดต่องานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ 
(1) กรณีที่พนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจ้างชั่วคราวยังไม่เคยขึ้นทะเบียนประกันตน จะต้องแนบหลักฐานได้แก่ 
  • แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจำนวน 1 ชุด หรือสำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือเดินทาง หรือใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว สำหรับลูกจ้างชาวต่างประเทศ 
(2) กรณีที่พนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจ้างชั่วคราว เคยขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาแล้ว จะต้องแนบเอกสารหลักฐาน ได้แก่ 
  • แบบขึ้นทะเบียนรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน (สปส.1-03/1) หรือ (สปส.6-08)
  • สำเนาประจำตัวบัตรประชาชน จำนวน 1 ชุด
(3) ในปัจจุบันสำนักงานประกันสังคม จะให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชน แทนบัตรประกันสังคมฉบับเดิม
 

บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล
จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ไว้ใช้แสดงตน เมื่อจะเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ที่ระบุในบัตรทุกครั้ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และต้องแนบหลักฐาน ได้แก่ 
  • แบบขอรับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล (สปส.9-02)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน  1 ชุด
การเปลี่ยนแปลงบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล เนื่องจาก 
(1) เปลี่ยนสถานที่ประกอบการใหม่ หรือย้ายที่พัก 
(2) ชื่อ - สกุล ไม่ถูกต้อง
(3) บัตรรับรองสิทธิสูญหาย
(4) ต้องการจะเปลี่ยนโรงพยาบาลใหม่ ผู้ประกันตนจะต้องแนบหลักฐาน ได้แก่ 
  • แบบขอเปลี่ยนแปลงบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล (สปส.9-02)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน  1 ชุด
  • ให้คืนบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลฉบับเดิม
 
การลาออกของผู้ประกันตน
หน่วยงานต้นสังกัด จะต้องดำเนินการกรอกแบบแจ้งการลาออกของผู้ประกันตน (สปส.6-09) และส่งให้งานสวัสดิการกองการเจ้าหน้าที่ ภายใน 7 วัน ก่อนที่ผู้ประกันตน จะพ้นจากหน้าที่การปฏิบัติงาน
การขอรับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม
ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2533 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 ลูกจ้างผู้ประกันตนมีสิทธิ ได้รับสิทธิประโยชน์ และความคุ้มครอง รวม 7 กรณี
1. เจ็บป่วย หรือประสบอันตราย (อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน) 4. คลอดบุตร 7. ว่างงาน
2. ทุพพลภาพ (อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน) 5. สงเคราะห์บุตร  
3. ตาย (อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน) 6. ชราภาพ  
 
กรณีเจ็บป่วยหรือประสบภัยอันตราย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน
  • ผู้ประกันตนมีสิทธิ ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย หรือประสบอันตรายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงาน ดังนี้ 
  • บริการทางการแพทย์รวมถึงค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษา
  • ค่าบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม 
ผู้มีสิทธิ...
ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนวันเข้ารับบริการทางการแพทย์

1 กรณีเจ็บป่วยทั่วไป
ให้ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิฯ หรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เว้นแต่มีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องผู้ป่วยพิเศษ หรือเวชภัณฑ์พิเศษ นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
2 กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ผู้ประกันตนสามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้ สำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง (ไม่นับรวมวันหยุดราชการ) ซึ่งผู้ประกันตน หรือผู้เกี่ยวข้อง ต้องแจ้งสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิทราบโดยเร็ว เพื่อให้รับผิดชอบการรักษาพยาบาลต่อไป สำหรับผู้ประกันตน ที่ไม่มีเงินสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ในกรณีฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมง ควรแสดงบัตรรับรองสิทธิต่อ สถาน พยาบาลก่อนการรักษาพยาบาล ซึ่งสถานพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ประกันตน หรือผู้ประกันตน ที่สำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนจากสำนักงานประกันสังคม ตามหลักเกณฑ์ดังนี้ 
(ก) ผู้ป่วยนอก ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
  • ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 300 บาทต่อครั้ง
  • ค่าตรวจวิเคราะห์จ่ายเพิ่ม จากค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 200 บาทต่อครั้ง
  • ค่าหัตถการแพทย์จ่ายเพิ่มจากค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 200 บาทต่อครั้ง
(ข) ผู้ป่วยใน ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
  • ค่ารักษาพยาบาลไม่เกินวันละ 1,500 บาท
  • ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มกรณีที่ต้องรักษาในห้อง ICU ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
  • กรณีผ่าตัดใหญ่ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง 8,000 บาท เกิน 2 ชั่วโมง 14,000 บาท
  • CT Scan หรือ MRI 4,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด 

 
กรณีอุบัติเหตุ
  • กรณีอุบัติเหตุ และไม่สามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ สามารถเข้ารับการรักษา กับสถานพยาบาลอื่นได้ สำนักงานประกันสังคม จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จำเป็น ภายใน ระยะเวลา ไม่เกิน 72 ชั่วโมง และมีเงื่อนไขเช่นเดียวกับ กรณีฉุกเฉิน โดยผู้ประกันตน สำรองจ่าย ค่ารักษาพยาบาลไปก่อน และสามารถ เบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคม ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 
(1) เข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐ 
  • ผู้ป่วยนอก จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
  • ผู้ป่วยใน จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ยกเว้น ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
(2) เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน
  • จ่ายตามหลักเกณฑ์เดียวกับกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่จำกัดจำนวนครั้ง 
(3) ค่าพาหนะ ในกรณีที่สถานพยาบาลนั้น มีความจำเป็นต้องส่งตัวผู้ป่วยไปตรวจวินิจฉัย หรือรักษาต่อ ณ สถาน พยาบาล อีกแห่งหนึ่งภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมงแรก ผู้ประกันตนสามารถเบิกค่าพาหนะในอัตรา ดังนี้ 
  • ค่ารถพยาบาลหรือเรือพยาบาล ไม่เกินครั้งละ 500 บาท
  • ค่าพาหนะรับจ้าง หรือพาหนะส่วนบุคคล หรือพาหนะอื่น ๆ เหมาจ่าย 300 บาทต่อครั้ง
  • หากข้ามจังหวัดจ่ายเพิ่มอีกตามระยะทางกิโลเมตรละ 90 สตางค์

ผู้มีสิทธิ...

หลักฐานที่ต้องใช้เมื่อไปสถานพยาบาล

  • บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล
  • บัตรที่ทางราชการออกให้ มีรูปถ่ายของผู้ประกันตน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

การบริการที่ผู้ประกันตน จะได้รับจากสถานพยาบาล 

สถานพยาบาลต่าง ๆ จะให้การตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคตามมาตรฐานทางการแพทย์ รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในกรณีที่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ และต้องมีการส่งตัวไปรับการรักษายังสถานพยาบาลอื่น

การรับบริการจากโรงพยาบาลเครือข่าย

ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้รับบัตรรับรองสิทธิฯ ที่ระบุชื่อสถานพยาบาล และสถานพยาบาลนั้น มีสถานพยาบาลอื่นที่เป็นเครือข่ายร่วมกัน ผู้ประกันตน สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ ในทุกสถานพยาบาลที่อยู่ในเครือข่าย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ 
วิธีการ...

ขั้นตอนการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน

(1) ผู้ประกันตนยื่นแบบ คำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย ประสบอันตราย (สปส.2-01) ที่งานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ พร้อมแนบหลักฐาน 

  • ใบเสร็จรับเงิน
  • ใบรับรองแพทย์
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรประกันสังคม สำเนาบัตรรับรองสิทธิฯ 
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหน้าแรก เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารทหารไทย อย่างละ 1 ชุด

(2) สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และสั่งจ่ายเงิน และผู้ประกันตนมาขอรับด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะ ให้บุคคลอื่นมารับแทนได้ หรือส่งธนานัติให้ผู้ประกันตน หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาต่าง ๆ ตามบัญชี ของผู้รับ ประโยชน์ทดแทน

 

กรณีทันตกรรม
ผู้ประกันตนมีสิทธิเบิกค่าบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม เฉพาะกรณีการ ถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน ได้ครั้งละไม่เกิน 250 บาท ปีละไม่เกิน 500 บาท และมีสิทธิใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ฐานอคริลิก 1 - 5 ซี่ ในวงเงินไม่เกิน 1,200 บาท มากกว่า 5 ซี่ ในวงเงินไม่เกิน 1,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้จากฐานอคริลิก
ขั้นตอนการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีทันตกรรม
1. ผู้ประกันตนยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีทันตกรรม (สปส.2-16) ที่งานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ พร้อมแนบหลักฐาน
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • สำเนาบัตรรับรองสิทธิฯ
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
2. สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และสั่งจ่ายเงินสด/เช็ค และผู้ประกันตนมาขอรับด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะ ให้บุคคลอื่นมารับแทนได้ หรือส่งธนานัติให้ผู้ประกันตน หรือโอนเข้าบัญชีธนาคาร ตามบัญชีของผู้รับ ประโยชน์ทดแทน
 

กรณีทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน
  • ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนวันที่คณะกรรมการแพทย์กำหนดให้ เป็นผู้ทุพพลภาพ
  • มีสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้ ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างตลอดชีวิต
  • มีสิทธิรับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง เดือนละไม่เกิน 2,000 บาท
  • หากผู้ทุพพลภาพตาย ผู้จัดการศพรับค่าทำศพ 30,000 บาท และทายาทรับเงินสงเคราะห์ 3 เท่าของเงินทดแทนการขาดรายได้ ถ้าส่งเงินสมทบครบ 36 เดือนขึ้นไปก่อนทุพพลภาพ และรับ 10 เท่าของเงินทดแทนการขาดรายได้ ถ้าส่งเงินสมทบครบ 36 เดือนขึ้นไปก่อนทุพพลภาพ
วิธีการ...
1. ผู้ประกันยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีทุพพลภาพ (สปส.2-01) ที่งานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ พร้อมแนบหลักฐาน 
  • หนังสือรับรองของนายจ้าง
  • ใบเสร็จรับเงิน (กรณีขอรับค่าอวัยะเทียม/อุปกรณ์ ฯ)
  • ใบรับรองแพทย์ระบุการทุพพลภาพ
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2. สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และสั่งจ่ายเงินสด/เช็ค และผู้ประกันตนมาขอรับด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้คนอื่นมารับแทนได้ หรือส่งธนาณัติให้ผู้ประกันตนหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาต่าง ๆ ตามบัญชีของผู้รับประโยชน์ทดแทน
 
กรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน
ผู้มีสิทธิ...
  • ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนวันที่ถึงแก่ความตาย
  • ผู้จัดการศพมีสิทธิได้รับค่าทำศพ 30,000 บาท 
ผู้จัดการศพ ได้แก่ บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุ ให้เป็นผู้จัดการศพ และได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน หรือ 
คู่สมรส บิดา มารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน ที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน หรือบุคคลอื่นที่มีหลักฐาน แสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน 
  • เงินสงเคราะห์กรณีตาย ดังนี้ 
    • เงินสงเคราะห์ 1.5 เท่าของค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยจากค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนก่อนตาย ถ้าส่งเงินสมทบครบ 36 เดือนขึ้นไปหรือ
    • เงินสงเคราะห์ 5 เท่าของค่าจ้างรายเดือน เฉลี่ยจากค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนก่อนตาย ถ้าส่งเงินสมทบครบ 10 ปีขึ้นไป

วิธีการ...
1. กรณีขอรับค่าทำศพ ผู้จัดการศพยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย (สปส.2-01) ที่งานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ พร้อมแนบหลักฐาน 
  • สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกันตน
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้จัดการศพ
  • หลักฐานฌาปนสถาน หรือมัสยิดที่แสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ
  • ใบมรณบัตรต้นฉบับพร้อมสำเนา
2. กรณีขอรับเงินสงเคราะห์ ผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย (สปส.2-01) พร้อมแนบหลักฐาน
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ของผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
  • ทะเบียนสมรสของผู้ประกันตน และของบิดามารดา (ถ้ามี) พร้อมสำเนา
  • สูติบัตร หรือสำเนาทะเบียนบ้านของบุตร กรณีไม่มีสูติบัตร
  • หนังสือรับรองของนายจ้าง
3. สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และสั่งจ่ายเงินสด/เช็ค และผู้ประกันตนมารับด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้คนอื่นมารับแทนได้ หรือส่งธนาณัติให้ผู้ประกันตน หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาต่าง ๆ ตามบัญชีของผู้รับประโยชน์ทดแทน
 

กรณีคลอดบุตร
ผู้มีสิทธิ...
  • ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ก่อนวันคลอดบุตร
  • ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 12,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 2 ครั้ง
  • เฉพาะผู้ประกันตนหญิง ที่มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน เพื่อการคลอดบุตรในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน
  • กรณีสามี - ภรรยา เป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบิกต่อการคลอดบุตร 1 ครั้ง หรือให้ใช้สิทธิในการเบิกจ่ายค่าคลอดบุตร รวมกันไม่เกิน 4 ครั้ง
วิธีการ...
1. ผู้ประกันตนยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีคลอดบุตร (สปส.2-01) พร้อมแนบหลักฐาน
  • ทะเบียนสมรสพร้อมสำเนา
  • สูติบัตรของบุตร
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
2. สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และสั่งจ่ายเงินสด/เช็ค (ผู้ประกันตนมาขอรับด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้คนอื่นมารับแทน) หรือส่งธนาณัติให้ผู้ประกันตน หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาต่าง ๆ ตามบัญชี ของผู้รับประโยชน์ทดแทน
 

กรณีสงเคราะห์บุตร
ผู้มีสิทธิ...
  • ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิ ได้รับประโยชน์ทดแทน
  • มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์บุตร เดือนละ 350 บาทต่อบุตร 1 คน ไม่เกิน 2 คน
  • บุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรกเกิดจนถึง อายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์
  • ทั้งสามี - ภรรยา เป็นผู้ประกันตน ให้ใช้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบิกก่อน 
วิธีการ...
1. ผู้ประกันตนยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีสงเคราะห์บุตร (สปส.2-01/5) ที่งานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ พร้อมแนบหลักฐาน 
  • หนังสือรับรองของนายจ้าง
  • ทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน ของผู้ประกันตน/คู่สมรส
  • สำเนาบัตรประกันสังคม
  • สำเนาทะเบียนสมรส/ทะเบียนหย่าของผู้ประกันตน (กรณีจดทะเบียนหย่า)
  • สูติบัตรพร้อมสำเนา
2. สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และสั่งจ่ายให้เป็นรายเดือน โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาต่าง ๆ ตามบัญชีของผู้รับประโยชน์ทดแทน
 

กรณีชราภาพ
1.ผู้มีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ
  • กรณีจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือน จะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และ
  • มีอายุมีครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
  • มีสิทธิรับบำนาญชราภาพ รายเดือนตลอดชีพ ในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐาน ในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
  • หากจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน ให้ปรับเพื่มอัตราเงินบำนาญชราภาพ จากอัตราร้อยละ 15 เพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อระยะเวลาการตายเงินสมทบทุก 12 เดือน
2. ผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ
  • กรณีจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
  • มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย
  • กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ เข้ากองทุน
  • กรณีจ่ายเงินสมทบ ตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับ จำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตน และนายจ้างจ่ายสมทบ เข้ากองทุนพร้อมดอกผล ตามอัตราที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
  • กรณีผู้รับบำนาญชราภาพ ถึงแก่ความตาย ภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ จำนวน 10 เท่า ของเงินบำนาญชราภาพ รายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้าย ก่อนถึงแก่ความตาย 
3. ผู้ประกันตน หรือผู้มีสิทธ ะต้องยื่นคำขอรับประโยชน์แทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน
4. ขั้นตอนการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีชราภาพ 
วิธีการ...
1. ผู้ประกันตนยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีชราภาพ (สปส.2-01/6) ที่งานสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที พร้อมแนบหลักฐาน
  • สำนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน
  • สำเนาทะเบียนบ้านของทายาทผู้มีสิทธิ (กรณีผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ถึงแก่ความตาย)
  • ใบมรณบัตรพร้อมสำเนา (กรณีผู้รับประโยชน์ทดแทน กรณีชราภาพถึงแก่ความตาย) 
2. สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และสั่งจ่ายเงินสด/เช็ค (ผู้ประกันตนมาขอรับด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้คนอื่นมารับแทน) หรือส่งธนาณัติให้ผู้ประกันตน หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาต่าง ๆ ตามบัญชีของผู้รับประโยชน์ทดแทน
 
หลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์
หลักเกณฑ์ที่จะทำให้ท่านมีสิทธิ คือ
จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนการว่างงาน
เงื่อนไขการเกิดสิทธิ
          1. ต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ
          2. มีความสามารถในการทำงาน และพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้
          3. ต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน
          4. ต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่สำนักจัดหางาน ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง
          5. ผู้ที่ว่างงานต้องไม่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกรณี
  • ทุจริตต่อหน้าที่
  • กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
  • จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
  • ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง
  • ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วัน ทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันควร
  • ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
  • ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา
          6. ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
          7. มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างงานจากการทำงาน กับนายจ้างรายสุดท้าย
          8. ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39
สิทธิที่ท่านจะได้รับประโยชน์ทดแทน
กรณีที่ถูกเลิกจ้าง
          ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างกรณีลาออกจากงาน
กรณีสมัครใจลาออก
          ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงาน ปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง
          หากใน 1 ปีปฏิทินมีการยื่นขอรับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานเกินกว่า 1 ครั้ง ให้นับระยะเวลาการรับเงินทดแทน ระหว่างการว่างงานรวมกันไม่เกิน 180 วัน
          เงินทดแทนการขาดรายได้จะจ่ายเป็นงวดเดือน โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารตามที่ผู้ประกนตนแจ้ง
กรณีว่างงาน
 
 

ขั้นนตอนและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน

1. ต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักจัดหางาน กรมการจัดหางาน
2. กรอกแบบฟอร์มใบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน พร้อมด้วยหลักฐานดังนี้
  • บัตรประชาชน
  • รูปถ่าย 1 นิ้ว 1 ใบ
3. กรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน พร้อมด้วยหลักฐานดังนี้
  • หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสำเนาแบบแจ้งการออกจากงาน (สปส 6-09) หรือ
  • หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างที่ให้ออกจากงาน
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชี
4. เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานทำการสัมภาษณ์/ตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติการทำงาน
5. เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานทำการเลือกตำแหน่งงานว่างให้เลือก 3 แห่ง ให้ผู้ประกันตนกรณีว่างงานได้พิจารณา
6. หากยังไม่มีงานที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานจะประสานงานส่งฝึกอบรมแรงงานตามความจำเป็น
7. เจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกสถานะผู้ประกันตนกรณีว่างงานเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง
8. เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมดึงข้อมูลผู้ประกันตนกรณีว่างงานขึ้นมาวินิจฉัยตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิ
9. เมื่อคุณสมบัติครบถ้วน สำนักงานประกันสังคมทำการโอนเงินทดแทนการขาดรายได้ตามสิทธิให้ผู้ประกันตน ผ่านทางบัญชีธนาคาร
10. หากผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไม่พอใจคำสั่งจ่ายประโยชน์ทดแทน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
 

 

ที่มา : http://www.komchadluek.net/

edit @ 29 Oct 2009 09:56:50 by งานประกัน

edit @ 29 Oct 2009 10:57:08 by งานประกัน

edit @ 29 Oct 2009 11:16:31 by งานประกัน

edit @ 29 Oct 2009 11:19:24 by งานประกัน

edit @ 29 Oct 2009 11:24:12 by งานประกัน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ต่างด้าว แบบนั้น ไม่รู้จะทำไง

#1 By Admin on 2009-11-02 08:01